Close
title
f
title
สำนักงานทางหลวงที่ 1
Office of Highways 1 (Chiangmai)
วิสัยทัศน์ : " ทางหลวง สะดวก ปลอดภัย และสวยงามทั่วล้านนา "
 
ข่าวสารทางหลวง
title
ทล.-ทช. ร่วมชี้แจงนำยางพารามาเป็นวัสดุเพิ่มความปลอดภัยบนถนน ลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ ช่วยเกษตรกรสวนยาง

สืบเนื่องจากกรณีเสาหลักยางพาราที่ปรากฏตามสื่อในพื้นที่จังหวัดน่าน กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ขอชี้แจงรายละเอียดความเป็นมาของโครงการดังนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามนโยบายกระทรวงคมนาคม เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศและช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ได้จัดทำความต้องการในส่วนของเสาหลักนำทางยางพาราที่จะมาติดตั้งโดยจะนำมาติดตั้งเพื่อทดแทนส่วนที่ชำรุดเสียหายและติดตั้งเพิ่มเติมในส่วนที่มีความจำเป็น สำหรับโครงการนี้ กระทรวงคมนาคมนำผลการศึกษาเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 เพื่อเสนอแนวทางการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน และได้มีการบูรณาการความร่วมมือทำข้อตกลง (MOU) กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำยางพารามาใช้ในอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยที่ส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 โดยข้อตกลงได้กำหนดให้นำยางพาราไปใช้ประโยขน์ด้านการจราจรและความปลอดภัยในหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรงโดยใช้เสาหลักนําทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) โดยมีวัตถุประสงค์ - 1. เพื่อช่วยยกระดับราคายางพารา เพิ่มรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางพาราและระบายผลผลิตยางพาราอย่างเป็นรูปธรรม - 2. เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ลดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากคุณสมบัติของวัสดุยางพารามีความยืดหยุ่น กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะทำงานระดับกระทรวงเพื่อกำหนดรูปแบบ คุณสมบัติ การควบคุมคุณภาพ และเพื่อกำหนดราคากลาง โดยจากผลการศึกษาของคณะทำงานได้กำหนดรูปแบบเสาหลักยางพาราจะอ้างอิงขนาดต่าง ๆ ตามเสาหลักนำทางคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีใช้อยู่ แต่จะมีลักษณะกลวงด้านใน โดยการผลิตเกษตรกรจะผสมน้ำยางข้นกับสารเคมีตามสัดส่วนจากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แล้วเทลงในแบบพิมพ์ จากนั้นจะถอดแบบพิมพ์ออกเพื่อทำการอบตามระยะเวลาและวิธีการตามข้อกำหนด ทั้งนี้คณะทำงานยังได้พิจารณาราคากลางจากการสืบราคาสารเคมี และราคาเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต เพื่อคำนวณตามหลักการการคิดราคางานก่อสร้าง เนื่องจากราคาน้ำยางข้นมีการผันแปรตลอดเวลา คณะทำงานได้มีการสรุปราคาแนะนำ โดยราคาเสาหลักนำทางยางพาราจะแปรผันตามของราคาน้ำยางข้นที่แตกต่างกันไป จากนั้นกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการจัดซื้อเสาหลักนำทางยางพารา โดยดำเนินการตามกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ครบถ้วน เป็นการซื้อตรงจากสหกรณ์ชาวสวนยางที่ได้รับการรับรอง ตามกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 และแนวทางปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) (เรียกกันว่า ว.89) ที่กรมบัญชีกลางประกาศเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 โดยให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐสนับสนุนตามรายละเอียดในกฎกระทรวงได้ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง สำหรับกรณีราคาเสาหลักนำทางยางพาราตามที่ปรากฏในสื่อเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา กรมทางหลวงโดยแขวงทางหลวงน่านที่ 1 ได้เตรียมการจัดซื้อเสาหลักนำทางยางพารา ตามแนวทางของกฎกระทรวงการคลัง และได้แจ้งสหกรณ์ยางพาราต่าง ๆ ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับการประกาศว่าเป็นสหกรณ์ที่ได้รับการรับรองให้ผลิตเสาหลักนำทางยางพาราโดยผ่านการตรวจสอบโรงผลิตโดยคณะทำงานร่วมหลายหน่วยงาน เมื่อสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปาง ได้ส่งมอบหลักนำทางที่มีผลการทดสอบผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน แขวงทางหลวงน่านที่ 1 ที่ได้ตรวจรับและนำเสาหลักนำทางยางพารามาติดตั้งในสายทางหลวง โดยการติดตั้งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของแขวงทางหลวงเอง ซึ่งด้วยคุณสมบัติของเสาหลักนำทางยางพาราที่มีความยืดหยุ่นและเป็นลักษณะกลวงตามแบบมาตรฐานเจ้าหน้าที่จึงได้ประยุกต์ใช้วัสดุหลายประเภทเพื่อเป็นแกนกลาง ให้ง่ายและสะดวกในการติดตั้งรวมถึงสามารถติดตั้งได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอยืนยันว่า เสาหลักนำทางยางพาราที่ติดตั้งแล้วนั้นเป็นไปตามแบบมาตรฐาน และการคิดราคาเป็นไปตาม พรบ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกประการ                            
title
กรมทางหลวง โดย แขวงทางหลวงอุตรดิตถ์ที่ 1 เชิญชวนผู้ใช้ทางชมความสวยงามของถนนสายดอกคูณ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่บานพร้อมกันในช่วงฤดูร้อนของทุกปี เป็นแนวยาวที่สุดในภาคเหนือ ซึ่งจะออกดอกให้ชื่นชมปีละครั้งเท่านั้น พร้อมทั้งดำเนินการเตรียมความพร้อมปรับปรุงทางหลวงให้สวยงาม ตามนโยบาย “คมนาคมสีสัน สร้างสรรค์ประเทศไทย” ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้สั่งการให้กรมทางหลวงเตรียมความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และปรับปรุงทัศนียภาพทางหลวง ให้มีความสวยงาม

ถนนสายดอกคูณ หรือดอกราชพฤกษ์ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 117 ตอน  ไร่อ้อย – พญาแมน ระหว่าง กม.190+500 - กม.193+500 ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.คอรุม   อ.พิชัย  จ.อุตรดิตถ์  ขณะนี้เริ่มออกดอกบานสะพรั่งเต็มสองข้างทาง ซึ่งจะออกดอกยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ดึงดูดความสนใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านไป - มา กลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์ค หรือจุดเช็คอินแห่งใหม่ของอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์สำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวจากสี่แยกบ้านกร่าง อำเภอเมือง จ.พิษณุโลก ขับตรงไปบนทางหลวงหมายเลข 12 และกลับรถหน้าวัดเมมสุวรรณาราม ผ่านปั๊มน้ำมัน ปตท.เขื่อนนเรศวรบริเวณ กม.210+200 ประมาณ 500 เมตร และเลี้ยวซ้ายขับตรงไปบนทางหลวงหมายเลข 117 มุ่งหน้าอำเภอพรหมพิราม จ.พิษณุโลก  ขับตรงไปตลอดจนผ่านสถานีตำรวจภูธรพญาแมน  ตำบลพญาแมน  อำเภอพิชัย  จังหวัดอุตรดิตถ์  จนถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ  ตำบลท่ามะเฟือง จะพบถนนดอกคูนที่สวยงามสองข้างทาง ระหว่าง กม.190+500 – กม.193+500 ถนนสายดอกคูณเกิดจากประชาชนในพื้นที่ร่วมกันปลูกต้นดอกคูณตลอดสองข้างทางกว่า 1,000 ต้น นอกจากนี้ยังสามารถแวะสักการะและชมพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหักได้อีกด้วย กรมทางหลวงขอความร่วมมือประชาชนที่จะถ่ายภาพโปรดจอดยานพาหนะบริเวณสองข้างทางอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงไม่กีดขวางการจราจรบนทางหลวง และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเดินทางอย่างปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม  ไม่ทำให้ดอกไม้เกิดความเสียหาย โปรดขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง และปฏิบัติตามมาตรฐานสาธารณสุขภายใต้วิถีชีวิตรูปแบบใหม่ “ท่องเที่ยวสุขใจ ห่างไกลโควิด - 19” สวมหน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)
title
"ศักดิ์สยาม" สั่งด่วนให้กรมทางหลวงลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบริเวณด่านพรมแดนเมียวดี - แม่สอด เชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมกำชับให้เตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกมิติ

"ศักดิ์สยาม" สั่งด่วนให้กรมทางหลวงลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบริเวณด่านพรมแดนเมียวดี - แม่สอด เชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมกำชับให้เตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกมิติ จากกรณีเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมเวลาประมาณ 23.00 น ของวันที่ 23 เมษายน 2565 ที่ผ่านมาที่บริเวณด่านพรมแดนเมียวดี - แม่สอด เชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1 ฝั่งประเทศเมียนมา ตรงข้ามบ้านริมเมย ตำบลท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก เสียงระเบิดดังสนั่นจนถึงตัว อ.แม่สอด ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ตัวอาคารด่านเมืองเมียวดี และร้านค้า อาคารพาณิชย์ บริเวณด่าน มีอุปกรณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นั้น นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีความห่วงใยจากสถานการณ์ดังกล่าวจึงได้สั่งการด่วนให้กรมทางหลวง โดยแขวงทางหลวงตากที่ 2 (แม่สอด) ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที พร้อมรายงานความคืบหน้ากรณีดังกล่าวโดยด่วน กรมทางหลวงได้ตรวจสอบและขอเรียนชี้แจง ดังนี้ จุดที่เกิดเหตุคาร์บอมบ์อยู่บริเวณฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาซึ่งห่างจากสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ประมาณ 100 เมตร ทั้งนี้ตัวสะพานไม่ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว โดยปัจจุบันสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 อ.แม่สอด จังหวัดตาก ยังคง “ปิดใช้งาน” ต่อเนื่องมานานแล้ว เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 จึงไม่ได้เปิดให้ประชาชนเดินทางเข้าออกและไม่มีการเดินทางขนส่งสินค้าข้ามแดนบนสะพานดังกล่าว สำหรับการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกรมทางหลวงได้เปิดให้ประชาชนและการขนส่งสินค้าข้ามแดนใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา (ข้ามแม่น้ำตองยิน) แห่งที่ 2 แทน โดยมีมาตรการดำเนินการดังนี้ 1.) มาตรการด้านความปลอดภัย โดยจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรักษาการณ์ทั้งประตูด้านหน้าและประตูทางออกไปบนสะพานฯ และหลังจากเวลา 18.30 น.จะปิดประตูด่านฯ ทั้งด้านหน้าและประตูทางออกไปสะพานฯ 2.) การเปิดให้บริการจะเปิดเวลา 6.30 น. และปิดเวลา 18.30 น. 3.) การตรวจยานพาหนะ ได้มีการตรวจยานพาหนะทุกคันที่จะออกและเข้าประเทศตามมาตรการของเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครอง 4.) กล้อง CCTV ได้จัดไว้ตามจุดต่าง ๆ บริเวณด่านพรมแดนและบนสะพานจำนวน 56 ตัว โดยติดตั้งตามบริเวณต่างๆ ดังนี้ ฝั่งอาคาร passenger terminal จำนวน 37 ตัว ฝั่งอาคาร cargo จำนวน 15 ตัว และบนสะพานถึง ประตูขาเข้าประเทศจำนวน 4 ตัว ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวัง ตรวจตรา และเพิ่มมาตรการความปลอดภัยเต็มที่ทั้งบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา (ข้ามแม่น้ำตองยิน) แห่งที่ 2 และให้เตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรอดูสถานการณ์ และหากทางจังหวัดมีมาตรการอย่างไร กรมทางหลวงพร้อมให้ความร่วมมือทุกมิติ   ที่มา:facebook กรมทางหลวงhttps://www.facebook.com/departmentofhighway